" ชาตินี้จะมีโอกาสได้กินของอย่างนี้มั้ยนะ "

อิฉันพูดในใจเบาๆ



    นี่ไม่ใช่ภาพเมนูอาหารร้านดัง  แต่เป็นเมนูจากร้านIsshoan ในเรื่อง Osen




    เมื่อดูเรื่องนี้ได้ครึ่งเรื่องก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของหลายๆคนที่ไม่ชอบดูละครญี่ปุ่น  เพราะคนไทยหลายคนกลายเป็นคนของยุคใหม่ที่ชอบอะไร เร็ว ตรงเป้า  อะไรๆก็ได้ดั่งใจนึก
  เมืองไทยเป็นอะไรที่ทำตามอารมณ์  บางทีตัวอิฉันเองมองคนญี่ปุ่นที่เอาแต่พูดสึมิมาเซนๆ(ขอโทษ)แล้วยังเซ็ง  การเอาแต่ปิดยังความรู้สึกของตัวเองยิ่งน่าเบื่อเข้าไปอีก  เพราะงั้นละครเกาหลีที่ซาบซ่านนนน...ตรงกับนิสัยคนไทยจึงเข้าถึงประเทศเราได้ไม่ยาก  
    ไม่ว่าจะชาติไหนละครที่เกี่ยวกับอาหารล้วนแต่ทำออกมาให้ดูน่ากินแบบโคตรจะเวอร์ทั้งนั้น  แต่ละครญี่ปุ่นเรื่องนี้ดูแล้วเหมือนได้พักผ่อน  เราดูด้วยอารมณ์จิบชา  แทะขนมไปทีละนิดๆ  ไม่ต้องวิ่งตาม  เกร็งกล้ามเนื้อแขนขา  หัวใจก็อยู่ในจังหวะปรกติ 

จนแอบคิดว่านี่ตัวฉันอายุสี่ส้าห้าสิบแล้วหรือกระไร
    
    ละครญี่ปุ่นบางเรื่องนั้นเป็นเหมือนอาหารที่ค่อยๆละเลียดภาพงดงามบนจานและสีของอาหาร  สูดกลิ่น  ลิ้มรส  ชื่นชมรส  ...ที่พูดมานี่ยังไม่ได้เคี้ยวเลยนะ
    มันเต็มไปด้วยความใส่ใจในทุกคำพูด  ทุกมุมกล้อง  ความละเอียด  ปราณีต  บรรจงถ่ายทอด  ทั้งหมดนี้เองที่เรียกกันว่าศิลปะแบบญี่ปุ่น

    น่าแปลกใจที่ประเทศสุดล้ำแบบนั้นยังคงสร้างละครจังหวะช้าๆแบบนี้อีก
นี่เป็นอีกเรื่องที่ฉันชอบญี่ปุ่น
ฉันชอบจังหวะแบบนี้  มันคล้ายๆจังหวะน้ำไหลเอื่อยๆ

    Osen เป็นหนึ่งในละครแบบจังหวะน้ำไหลเอื่อย  จริงๆแล้วก็ต้องยอมรับเลยว่าละครเรื่องนี้ดูมาจะปีหนึ่งแล้วแล้วไม่ยอมจบซักทีให้ตายเถอะ  ก็เพราะมันเป็นน้ำไหลเอื่อยนั่นแหละ

    ดั่งที่ Atsu hime ได้รับคำชมเรื่องโปรดักชั่น  Osen ก็ควรได้คำชมนี้เช่นกัน  เพราะไม่ว่าจะเป็น ฉาก บทพูด นักแสดง(ใครกันหนอช่างเลือกลูกลิงน้อยฮิโรกิของอิฉันมาแสดง  ช่างลิงได้ใจจริงๆเรื่องนี้  และยังน้องนางเอกที่ทำหน้าเมาสาเกอยู่ตลอดเวลา  น่ารัก น่าอุ้มเสียจริง) โดยเฉพาะของประกอบฉากที่เป็นตัวเอกในทุกๆตอน  อันได้แก่ รายการอาหารต่างๆและภาชนะที่ใช้จัดวาง

การจัดวางขั้นเทพบนจานที่เชื่อมรอยแตกด้วยทอง  เมพขริงๆ

อาหารชุดใหญ่วางรวมกันยังไงก็น่าซัดโฮกกกกกก

เมนูง่ายๆ  ฝนวาซาบิ / ฝนคัตสึโอะคลุกโชยุเอามาวางบนข้าว / เอาวาซาบิวาง / ราดน้ำชา  ...เสร็จ





เมนูที่ประทับใจที่สุดก็คงเป็น  "ฮงคาเระบูชิ" (คัตสึโอะบูชิชั้นดี)

 

ของประหลาดที่มักจะเอามาวางแต่งบนของกินหลายๆอย่าง  จริงๆแล้วปลาโบนิโตะก้อนอบแห้งนี้มีชื่อต่างกันไปตามวิธีทำ คือ อาระบูชิ/เอาปลามารมควันอบแห้ง  ฮงคาเระบูชิ/หลังจากอบเสร็จต้องบ่มเชื้อราแล้วตากอีกที(ดีกว่าและแพงกว่า)  ส่วนอีที่เรากินๆกันน่าจะเป็นเคซึริบูชิหรือคัตสึโอะเคซึริบูชิ  คือเอาอาระบูชิมาไสเป็นแผ่นบาง
ประเด็นคือหลายๆคนเข้าใจว่าเป็น"ปลาหมึก"  อันนี้เซ็งมาก
เพราะเคยถามเพื่อน  เพื่อนก็บอก "ปลาหมึก"  ซึ่ง...ก็เข้าใจว่าอย่างนั้นมาตั้งนาน  ทั้งที่ก็เห็นนะว่าแผ่นบางเกินกว่าจะเป็นปลาหมึก  แถมสีก็...(ทำท่าครุ่นคิด)  ยังเชื่อเข้าไปได้นะเรา

    เจ้าฮงคาเระบูชินี้เป็นของสำคัญของอาหารญี่ปุ่นเรียกว่าเทียบชั้นปลาร้าของบ้านเราเลยทีเดียว  แต่เนื้อเรื่องกลับไม่ได้ทำให้คนสมัยใหม่ดูเป็นผู้ร้ายแบบละครหลายๆเรื่องที่มักจะโจมตีเหล่าคนในกระแสสมัยใหม่ว่าเป็นทรพี อกตัญญูต่อบรรพบุรุษประหนึ่งควายโง่ในตำนานและเชิดชูของเก่าของแก่ดั่งว่ามันมีคุณค่ามากกว่าชีวิตของคน  แต่ละครเรื่องนี้เลือกที่จะบอกถึงข้อดีของฮงคาเระบูชิและแสดงความเศร้าอย่างละมุนละไม  

    (***สปอยเน่อเจ้า  ใครไม่ได้ดูกรุณาข้ามไป
)
    ตอนจบของละครจึงไม่ได้เป็นฉากที่ร้านอิชโชอันเปิดสาขาไปทั่วกาแลกซี่ทางช้างเผือก  ไม่แม้แต่จะประสบความสำเร็จสามารถพิชิตใจคนทั่วญี่ปุ่นให้หันกลับมากินอาหารญี่ปุ่นแบบปรุงเอง  แต่เป็นความงดงามในแบบของอิชโชอัน  งดงามในแบบญี่ปุ่นที่ทอแสงเรื่อในสวนสวย

เมื่อดูจบแล้วอิฉัน
คิดแต่ว่าหากได้ลิ้มรสอาหารจากร้านอิชโชอันแล้วล่ะก็คงเต็มเปี่ยมด้วยความสุข

    อาหารที่ได้รับความใส่ใจเช่นนี้ถ้าเป็นบ้านเราคงเทียบเท่าอาหารชาววัง  ที่แม่ครัว(เรียกว่าต้นเครื่องใช่ไหมนะ  ไม่กล้าใช้แฮะ)จะรู้จักเครื่องปรุงทุกอย่างประหนึ่งแดจังกึม  คงหากินไม่ได้ง่าย  แค่หาดูยังยากเลย  แต่เรื่องนี้ก็ถ่ายทอดออกมาได้ดี  เป็นความเรียบง่ายและงดงาม
    สิ่งที่เรียกว่าอาหารนั้น  จริงๆแล้วกินแล้วไม่จำเป็นต้องอร่อยเหาะ  กินแล้วไม่ต้องมีฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง  แค่ยิ้มน้อยๆให้กับความสุขตรงหน้า+ในปาก  แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับอิฉันในเวลานี้



อา....  อยากกินไข่ตุ๋นในถ้วยกระเบื้องเคลือบจังค่ะ

 

 

 

CHISE

 

 

Comment

Comment:

Tweet