ถึงจะซื้อช้าไปหน่อย แต่ก็ซื้อมาแล้ว ฮ๋าๆๆ
ออกมาทำไม วันที่เงินเดือนตรูยังไม่ออก
สำนักพิมพ์ควรพิจารณาตัวเองนะยะ ทำให้คนอ่านรู้สึกปวดใจขั้นรุนแรงที่เห็นแต่ซื้อไม่ได้
ไอ่ครั้นจะไปเช่าอ่านก็แบบว่า ก็จะซื้ออยู่แล้วจะเช่าอีกทำไม
กรรมของกรรม(ของตรูอีกที)
ในระหว่างนั้นก็ได้ทำการจัดห้องไปด้วย(อ่านการ์ตูนไปด้วย มันเลยไม่เสร็จซักที
)
ก็ได้ไปเจอหนังสือเก่าเก็บเรื่องนี้
เห็นแล้วสลดใจ "ความเป็นมาอันมืดมน"
ใครที่เคยอ่านทั้งเมอร์ลินเล่มนี้และรีบอร์น+บลีชจะเข้าใจทันทีว่า ไอ้มืดมนแบบเมอร์ลินน่ะมันยังเด็กๆเว้ยเฮ้ยยย
เข้าใจเลยว่าทำไมพวกฝรั่งเค้าถึงมาอ่านมังงะญี่ปุ่นกันมาก
เพราะจริงๆแล้วความเลวร้ายที่ว่ากันในนิยายฝั่งโน้นนั้น มันผิวเผินมากๆเมื่อเทียบกับในมังงะฝั่งญี่ปุ่น
เรียกได้ว่าฝั่งเราชนะใส กินใจขาดรอย
(ควรจะดีใจมั้ยเรา)
ไม่ได้บอกว่าไอ้ความที่มันดาร์คกว่านี่จะทำให้ผลงานมันดีกว่านะจ๊ะ
แต่ว่าในยุคนี้น่ะน๊า... ความสด(อารมณ์ดิบๆ)มันจะเข้าถึงคนอ่าน คนดูได้มากกว่า อย่ามาละครให้มาก นิยายให้มาก ยัดเยียดอารมณ์ดราม่าเกินเหตุ ตลกเกินเหตุ ดูแล้วเซ็ง บางทีมุขก็สูงไป การเมืองไป กวีไป คนสมัยนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีเวลามากพอที่จะรอทำความเข้าใจ พวกที่เรียกตัวเองว่าวรรณกรรมมันเลยดูด้อยไปเมื่อเทียบกับมังงะที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าล่ะมั้ง
อ่า...ยังไงซะก็เข้าข้างมังงะอยู่ดีเรา
ความจริงแล้วมันเอามาเทียบกันไม่ได้เลยนะระหว่างสองอย่างนี้ เหมือนเอาน้ำปลามาเทียบกะซอสถั่วเหลือง คือเป็นเครื่องปรุงแบบน้ำเหมือนกัน แต่จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่เอามาเทียบกันได้เลย
เพียงแต่ว่า ตัวเองรู้สึก ว่านี่มันเป็นยุคทองของมังงะญี่ปุ่นเท่านั้นเอง
เวลาอ่านการ์ตูน ถึงมุขมันจะเวอร์แต่ทำไมเราไม่ด่ามันเหมือนด่านิยายหรือด่าหนัง ด่าละครครับพี่น้อง
บางทีการ์ตูนก็เล่นอะไรเนียนๆกลบเกลื่อนไปซะหยังงั้น ตกตึกไม่ยักกะตาย หายใจเป็นไอพ่น ถูกปล้นแต่ดันได้รับมรดกร้อยล้าน หน้าบานแต่แฟนแหล่ม
ทำไมเราไม่ด่ามัน
คงเพราะเรารักที่จะให้มันเป็นอย่างนั้นล่ะมั้ง
มันเป็นธรรมชาติของการ์ตูนที่เรายอมรับได้ แต่ในส่วนที่ลึกกซึ้งกินใจเหลือเกินมันมีอิทธิพลมากกว่า
หรือถ้าคิดอีกที คงเพราะคนเขียนเค้าเก่งมากที่ทำให้เราเคลิ้มตามมันได้
ที่บอกว่ามืดมนยิ่งกว่าก็คือ ทั้งสามเล่มนี้ค่ะทุกท่าน
ดาร์คได้ใจมากๆ
เล่มแรกคือบลีช
เห็นปกตอนแรกนึกว่าแผ่นหลังของท่าน อุคิทาเกะ ที่ไหนได้ เป็นพี่ม้าเต่อชินจิไปซะงั้น
นอยอยู่นานมากกว่าจะทำใจให้อ่านต่อได้ ขอบอกกกกก
เล่มนี้เราจะได้เห็นความเป็นมาอันแสนจะมืดมนของ ตรื้ดๆ หวยงวดนี้ออกที่ ...ท่านไอเซ็น ท่านคิสึเกะ และเหล่า"ไวเซิร์ด" (แถมมายูรินิดนึง)
ชอบฉากที่คิสึเกะชวนมายูริให้ออกมาจากคุกเพื่อมาเป็นผู้ช่วยกองวิทยาการมากค่ะพี่น้อง มายูริน่ะไม่ยอมมาเป็นคนใต้บัญชาของคิสึเกะ แต่ก็ถูกประโยคเด็ดล่อใจเข้าจนได้ ประโยคแห่งเล่ม 36 นั้นคือ
"ใช่สิครับ มันก็ไม่เลวไม่ใช่เหรอ คุณน่ะเป็นรองก็แค่ข้า นั่นก็คือ"
สบตาคมๆ 1 ที
"ถ้าข้าตายซักคน ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่คุณต้องการไง"
อร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
และเล่มนี้เราก็ได้เห็นอดีตอันแสนจะน่าร๊ากกก น่ากิน ของท่านเบียะ สมันยังละอ่อน
ยังดูลิงๆอยู่เลย
เหงื่อโทรมกาย อร๊างงงงง
แต่ถึงจะละอ่อน ด้วยความเป็นท่านชาย มาดก็เลยเก๊กมากๆถูกตู้มๆหนีบหัวก็ยังเมิน
ไม่ให้ชั้นคิดวายกะท่านได้ไง กรี๊ดดดด
ส่วนสองเล่มนี้
ไม่ต้องบรรยาความมืดมนครับพี่น้อง ยอมรับเลยว่าตอนแรกอ่านเรื่องนี้แบบขำๆ แต่พออ่านไปๆขำไม่ออก
มันช่างดาร์ค มั๊กๆ
ไอ้ที่ว่าวงการมาเฟียในเรื่องนั้น เป็นมาเฟียจริงๆ
ถึงจะความโหดจะถูกกลบด้วยมุขตลกไปมั่งแต่ยังคงความดาร์คไว้อย่าง...เจ็บปวด
เป็นเรื่องแบบที่ว่า ทุกเรื่องย่อมมีที่มา และมันเป็น"ความเป็นมาอันมืดมน"(กว่า)อีกด้วย
อ่า...อยากรู้ต้องลองเอง แต่ถ้าติดแล้วอย่ามาว่ากัน ขอเตือนไว้ก่อน โดยเฉพาะสาววาย ฮ่าๆ เพราะมันทั้งน่ารัก น่ากิน และถ้าจะคิดให้มันวายมันก็วายมากๆๆๆๆๆๆๆ
ความมืดมนที่สุดของเรื่องนี้(นับถึงเล่ม 20)ขอยกให้ท่านมุคุโร่
คนที่ได้พลังมาด้วยการเป็นเหยื่อทดลองทางวิทยาศาสตร์ของแก๊ง(แต่พลังที่ได้ไหงออกแนวไสยศาสตร์นะพี่น้อง)
แล้วที่แก๊งของพี่ท่านต้องทำอย่างนี้กับลูกหลานเด็กๆเล็กๆเนี่ยก็เพราะถูกสภาวะแวดล้อมบีบบังคับให้หาอาวุธใหม่เพื่อเอาชีวิตรอด มันเป็นอะไรที่มาเฟียจริงๆ ความโหดร้ายมันไม่ได้จบแค่การฆ่ากันหรือการดำรงอยู่(หรืออีแค่หาเมีย หาทายาทแบบฮาไปวันๆให้ได้แบบบางเรื่อง ในสื่อบางประเภท) แต่มันได้ส่งผลกระทบไปยังอีกหลายๆคน ทั้งที่เรารู้...หรือไม่รู้ก็ตาม
เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตของตัวละคร ถึงแม้มันจะขยับไม่ได้
เราคล้อยตาม
เราอิ่มเอม
มันเป็นความละเอียดอ่อนทางความคิดที่เราไม่เคยจะหยุดชอบ หยุดค้นหา และไม่เคยแม้แต่จะเมินหน้าหนี
เป็นกวีในความดิบ เถื่อน
เป็นความแตกต่างระหว่างผลงานที่ทำส่งๆไปและผลงานที่ทำด้วยใจของผู้ผลิต
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องข้องใจไปหรอกนะคะว่าทำไมการ์ตูนมันดีกว่า
ขออีกเรื่อง ขอติกรรมการของ The Star หน่อยนะคะ
เมื่อคืน(วันอาทิตย์ที่ 5 เมษา 2552)ได้ยินหนึ่งในแก๊งผู้ให้คะแนนของ The Star พูดอะไรบางอย่าง ไม่ได้หันไปดูในTVหรอกนะ
แต่ว่ามันจี๊ดอะ
บอกประมาณว่า
ให้พวกที่ไปเห่อของนอกแบบเกาหลี ญี่ปุ่นน่ะ หันกลับมาดูของไทยมั่ง เราก็พยายามในแบบของเรา ทำไมไม่สนับสนุนกันเพื่อที่จะได้เจริญ จะได้เป็นกำลังใจให้มันพัฒนาไปมากกว่านี้
ก็นะ... นี่ก็แค่แสดงความเห็นนะคะ ถ้าที่คุณทำมันพยายามมากพอ ซักวันเค้าคงหันกลับมาดูค่ะ(เหมือนที่กระแสความนิยมไหลจากญี่ปุ่นไปเกาหลี ทั้งที่เมื่อก่อนเกาหลีน่ะเห่ยสุดเห่ย เพราะเราเห็นไง ว่ามันดี) ทุกวันนี้ก็ทำอยู่ ก็มีคนดูไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ว่าเราไปดูแต่ของบ้านอื่นแล้วลืมโคตรเหง้าของตัวเองซะเมื่อไหร่ หรือจะต้องได้เรตติ้งแบบกระจุยกระจายได้ออกเทปทุกคนที่เข้ารอบ คนซื้อเทปเหมือนซื้อข้าวกิน
อย่าโทษคนอื่น ทำดีเดี๋ยวก็มีคนเห็น
เพราะที่เราเห็นว่าเกาหลีญี่ปุ่นดี มันก็เพราะเค้าพยายาม "พยายามมากกว่าที่คุณพยายามไง" คิดว่าพวกSM TOWN เต้นเก่งมาตั้งแต่เกิดเหรอ(อันนี้ไม้ได้กะเข้าข้างเลยนะ เพราะตัวเองก็ไม่ได้อะไรกะเกาหลีซักเท่าไหร่) หรือพวกไอดอลญี่ปุ่นไม่ต้องทำอะไรก็ดังได้เพราะหน้าตาดี (ซึ่งจริงๆแล้วมันยากมากที่จะดัง ที่ญี่ปุ่นศิลปินสลับกันออกเทปกันแบบรายวันเลยนะ คนที่ดังได้นี่ต้องถือว่าเจ๋งมากจริงๆ)
เพราะงั้น"อย่าดูถูกวิจารณญาณของคนอื่น"มั่วๆค่ะ
งั้นพวกคุณก็เลิกใช้วพกของแบรนด์นอกซะซี่ เป็นตัวอย่าง เผื่อคนอื่นๆจะได้ทำตามได้แบบสนิทใจค่ะ
ถ้าทำไม่ได้...ก็พยายามในแบบของคุณต่อไปละกัน อย่ามาวีนคนอื่นเพียงเพราะไม่ได้อะไรที่มันดั่งใจคุณ CHISEขอ
เลิกเครียด
.
.
.
อันนี้ชอบส่วนตัว
มุคุโร่ปัจจุบัน
ทำใจให้ไม่รักไม่ได้จริงๆ อร๊างงง
และแถม การปะทะกันระหว่างสัปรสและกะหล่ำ
ใครโฉดกว่า กร๊ากกกก
และอักษร G ที่เล่มไทย...ไม่ลง ทำไม ทำไม ทำไม
CHISE